กำลังโหลด...
กำลังโหลด...

หลายคนที่กำลังเลือกซื้อแอร์ใหม่คงเคยเห็นในสเปกเครื่องระบุว่า "ใช้น้ำยา R32" แล้วสงสัยว่ามันต่างจาก R22 หรือ R410A ที่คุ้นหูมาก่อนอย่างไร และทำไมผู้ผลิตแอร์เกือบทุกแบรนด์ถึงทยอยเปลี่ยนมาใช้น้ำยาชนิดนี้ในรุ่นใหม่ ๆ บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าน้ำยาแอร์แต่ละชนิดต่างกันอย่างไร และทำไม R32 ถึงกลายเป็นทิศทางหลักของอุตสาหกรรม
น้ำยาแอร์ (สารทำความเย็น) คือสารที่ไหลเวียนอยู่ในระบบท่อของแอร์ ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนจากภายในห้องแล้วปล่อยความร้อนนั้นออกไปทิ้งที่คอมเพรสเซอร์ภายนอก ผ่านการเปลี่ยนสถานะระหว่างของเหลวกับแก๊สซ้ำไปมา คุณสมบัติของน้ำยาแต่ละชนิดจึงมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำความเย็นและปริมาณไฟฟ้าที่ใช้
แอร์รุ่นเก่ามากมักใช้น้ำยา R22 ซึ่งเป็นสาร HCFC ที่ทำลายชั้นโอโซนและถูกยกเลิกการใช้ในเครื่องใหม่ไปแล้วในหลายประเทศ ต่อมาอุตสาหกรรมเปลี่ยนมาใช้ R410A ซึ่งไม่ทำลายโอโซนแต่ยังมีค่าศักยภาพในการทำให้โลกร้อน (GWP) ค่อนข้างสูง ปัจจุบันน้ำยา R32 จึงเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ที่ทั้งประหยัดไฟกว่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม
R32 มีคุณสมบัติดูดซับและถ่ายเทความร้อนต่อหน่วยน้ำหนักได้ดีกว่า R410A ทำให้คอมเพรสเซอร์ไม่ต้องทำงานหนักเท่าเดิมเพื่อให้ได้ความเย็นระดับเดียวกัน นอกจากนี้ระบบที่ใช้ R32 ยังใช้ปริมาณน้ำยาต่อเครื่องน้อยกว่า R410A ประมาณ 20-30% ซึ่งช่วยลดต้นทุนวัสดุและลดปริมาณสารที่จะปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศหากเกิดการรั่วไหลด้วย
ค่า GWP หรือศักยภาพในการทำให้โลกร้อนของ R32 อยู่ที่ประมาณ 675 ต่ำกว่า R410A ที่มีค่าราว 2,088 อยู่มาก พูดง่าย ๆ คือหากเกิดการรั่วไหลปริมาณเท่ากัน R32 จะส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนน้อยกว่า R410A หลายเท่าตัว นี่เป็นเหตุผลหลักที่หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศผลักดันให้ผู้ผลิตเปลี่ยนมาใช้สารทำความเย็นกลุ่มนี้
R32 จัดอยู่ในกลุ่มสารทำความเย็นที่มีความสามารถติดไฟได้เล็กน้อย (จัดระดับ A2L) ต่างจาก R410A ที่ไม่ติดไฟ แต่ในทางปฏิบัติแอร์ที่ผลิตและติดตั้งตามมาตรฐานอุตสาหกรรมจะมีการออกแบบระบบและตรวจสอบความปลอดภัยรองรับคุณสมบัตินี้อยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องที่ผู้ใช้งานทั่วไปต้องกังวลมากนัก ตราบใดที่ติดตั้งและซ่อมบำรุงโดยช่างที่ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างถูกต้อง
หากเป็นแอร์รุ่นใหม่ที่วางขายในปัจจุบัน โอกาสสูงที่จะใช้น้ำยา R32 อยู่แล้วเนื่องจากเป็นทิศทางหลักของอุตสาหกรรม สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าคือการเลือกให้ช่างที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ติดตั้งและดูแลรักษา เพราะไม่ว่าจะใช้น้ำยาชนิดใด การติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐานก็ทำให้ประสิทธิภาพและความปลอดภัยลดลงได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง: https://www.epa.gov/sites/default/files/2015-09/documents/epa_hfc_residential_light_commercial_ac.pdf