กำลังโหลด...
กำลังโหลด...

เวลาไปเลือกซื้อแอร์ตามร้าน หลายคนมักมองข้ามฉลากประหยัดไฟที่ติดอยู่บนตัวเครื่องหรือในใบสเปก ทั้งที่ฉลากนี้ — หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ "ฉลากเบอร์ 5" — เป็นแหล่งข้อมูลที่ช่วยเปรียบเทียบประสิทธิภาพและค่าไฟระหว่างรุ่นต่าง ๆ ได้ตรงไปตรงมาที่สุด บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าตัวเลขและสัญลักษณ์ต่าง ๆ บนฉลากหมายความว่าอย่างไร
ปี 2569 เป็นปีที่ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ครบรอบ 30 ปี นับตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปี 2536 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโครงการนี้ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าไปแล้วกว่า 40,000 ล้านหน่วย และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 22 ล้านตัน ในโอกาสนี้ กฟผ. เตรียมเปิดตัวฉลากเบอร์ 5 โฉมใหม่ภายใต้แนวคิด "หนึ่งฉลาก สองความมั่นใจ" (One Label, Double Trust) เพื่อสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ โดยขยายขอบเขตสินค้าที่ติดฉลากจากเดิม 27 กลุ่มผลิตภัณฑ์ เป็น 45 กลุ่มผลิตภัณฑ์ เริ่มพิมพ์ฉลากรูปแบบใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 และวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ส่วนฉลากรูปแบบเดิมจะหมดอายุการรับรองวันที่ 30 เมษายน 2569 (อ่านประกาศฉบับเต็มจาก กฟผ.) ผู้บริโภคจึงจะเริ่มเห็นฉลากรูปแบบใหม่ทยอยติดอยู่บนเครื่องใช้ไฟฟ้าหลากหลายประเภทมากขึ้นในปีนี้ รวมถึงเครื่องปรับอากาศด้วย
ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เป็นโครงการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2536 เพื่อให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละรุ่นได้ง่ายขึ้นด้วยมาตรฐานเดียวกัน โดยแสดงข้อมูล เช่น รุ่นเครื่อง กำลังไฟ ค่าไฟที่ประมาณการต่อปี และระดับดาวที่บอกประสิทธิภาพโดยรวม แทนที่จะต้องเดาจากราคาขายหรือคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันเกณฑ์ของแอร์ถูกปรับเป็นระบบดาวสูงสุด 5 ดาวแล้ว
หลายคนคุ้นกับคำว่า EER (Energy Efficiency Ratio) ซึ่งคำนวณจากความสามารถในการทำความเย็น (BTU) หารด้วยกำลังไฟฟ้าที่ใช้ ณ จุดใดจุดหนึ่ง แต่เกณฑ์ฉลากเบอร์ 5 สำหรับแอร์ในปัจจุบันใช้ค่า SEER (Seasonal Energy Efficiency Ratio) เป็นตัวกำหนดจำนวนดาว เพราะ SEER คำนวณจากประสิทธิภาพเฉลี่ยตลอดการใช้งานจริงในหลายสภาวะอากาศ ไม่ใช่แค่จุดเดียว จึงสะท้อนค่าไฟที่จะเกิดขึ้นจริงได้แม่นยำกว่า โดยเฉพาะกับแอร์อินเวอร์เตอร์ที่ปรับรอบคอมเพรสเซอร์ขึ้นลงตลอดเวลา ยิ่งค่า SEER สูง ยิ่งประหยัดไฟ
ฉลากเบอร์ 5 สำหรับแอร์ให้ดาวตั้งแต่ 1 ถึง 5 ดาว ยิ่งดาวเยอะยิ่งประหยัดไฟ โดยเกณฑ์ค่า SEER ขั้นต่ำของแต่ละระดับดาวจะแตกต่างกันไปตามขนาด BTU และประเภทแอร์ (อินเวอร์เตอร์หรือไม่อินเวอร์เตอร์) เช่น แอร์ขนาดเล็กมักต้องมีค่า SEER สูงกว่าแอร์ขนาดใหญ่จึงจะได้ 5 ดาว ดังนั้นการเทียบดาวควรเทียบระหว่างแอร์ขนาด BTU ใกล้เคียงกันเท่านั้น และควรสังเกตด้วยว่าเกณฑ์การให้ดาวถูกปรับให้เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ ตามเทคโนโลยีที่พัฒนาไป แอร์รุ่นเก่าที่เคยได้ 5 ดาวเมื่อหลายปีก่อนอาจไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันหากเทียบกับเกณฑ์ปัจจุบัน
นอกจากดาวและค่า SEER ฉลากส่วนใหญ่ยังแสดงค่าไฟที่ประมาณการไว้ต่อปีโดยอิงจากชั่วโมงการใช้งานเฉลี่ยและค่าไฟฟ้ามาตรฐาน ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณเพื่อการเปรียบเทียบเท่านั้น ค่าไฟจริงของแต่ละบ้านจะแตกต่างกันไปตามพฤติกรรมการใช้งาน แต่ก็ยังมีประโยชน์มากสำหรับการเทียบรุ่นต่อรุ่นก่อนตัดสินใจซื้อ
ข้อควรระวังคือ BTU สูงหมายถึงกำลังทำความเย็นที่มากขึ้น ไม่ได้แปลว่าประหยัดไฟกว่า ต้องดูค่า SEER และจำนวนดาวควบคู่กันเสมอ แอร์ BTU สูงที่มี SEER ต่ำอาจกินไฟมากกว่าแอร์ BTU น้อยกว่าที่มี SEER สูง หากใช้งานในห้องขนาดเดียวกัน ดังนั้นการเลือกขนาด BTU ให้พอดีกับห้องควบคู่กับการเลือกดาวสูงสุดในกลุ่มขนาดเดียวกันจึงเป็นสูตรที่คุ้มค่าที่สุด
ก่อนซื้อแอร์ ลองเทียบฉลากเบอร์ 5 ของรุ่นที่สนใจหลาย ๆ รุ่นในขนาด BTU ใกล้เคียงกัน ดูจำนวนดาวและค่า SEER ควบคู่กับค่าไฟประมาณการต่อปี แล้วชั่งน้ำหนักกับราคาเครื่องและระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้งาน หากใช้งานต่อเนื่องนาน การเลือกรุ่นที่ดาวสูงกว่าแม้ราคาแพงกว่าเล็กน้อยมักคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
แหล่งอ้างอิง: https://labelno5.egat.co.th/home/label-no5-history/